Entries by admin

ฝ้า (Blemish-Melasma) เกิดจากอะไร

ฝ้า (Blemish-Melasma) เกิดจากอะไร ควรป้องกัน และใช้ยารักษาฝ้าแบบไหนดี ใบหน้าของเรานั้นอาจเกิดฝ้าได้ไม่ว่าทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะกลุ่มวัยกลางคนที่อาศัยในประเทศอากาศร้อนจะพบมากเป็นพิเศษ หากเราตากแดดมากเกินไป สภาพผิวหนังบนใบหน้าจะมีปื้นสีคล้ำที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนเม็ดสีผิวหนังที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงแดดที่รุนแรง ชนิดของฝ้า ฝ้าชนิดตื้น เป็นฝ้าที่เกิดใหม่ เกิดจากผิวหนังชั้นกำพร้ามีจำนวนเม็ดสีเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นฝ้าชนิดนี้นานๆ จะมีโอกาสกลายเป็นฝ้าลึกได้ ฝ้าลึก เกิดจากการเพิ่มของเม็ดสีในผิวหนังชั้นหนังแท้ สีฝ้าจะคล้ำเข้มมากขึ้น และรักษาให้หายยาก สาเหตุการเกิดฝ้า เกิดจากแสงแดดไปเพิ่มจำนวนเม็ดสีผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่อาศัยในประเทศเขตร้อน ถูกแดดจัด จะมีโอกาสเป็นฝ้าสูง เกิดจากฮอร์โมน จากการตั้งครรภ์ หรือช่วงทานยาคุมกำเนิด ฝ้าชนิดนี้จะหายขาดไปเองเมื่อหมดการกระตุ้นจากฮอร์โมน การแพ้เครื่องสำอางบางอย่างที่ทำให้เกิดฝ้าดำ ยารักษาฝ้าชนิดต่างๆ มี ดังนี้ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)- Delanin ® เป็นยารักษาฝ้าที่ใช้บ่อยที่สุด เพราะเมื่อไฮโดรควิโนนย่อยสลายจะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี และยังเป็นสารไฮดรอกซีฟีนอลที่ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่ทำให้การผลิตเม็ดสีน้อยลง *** เป็นยังรักษาฝ้าที่ได้ผลดี และเห็นผลไว ทั้งนี้ต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เทรทิโนอิน (Tretinoin) – Retin-A ®, Stieva-A® เป็นกรดวิตามินเอ ได้ผลพอสมควร แต่เห็นผลน้อยกว่าไอโดรควิโนน […]

ต้อกระจก กับความเสื่อมสภาพของร่างกาย !

คนวัยกลางคนที่กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุต้นๆ อาจเริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาสายตาที่พบอยู่ ทั้งตามองไม่ชัดในที่มีแสงสว่างจ้า เห็นภาพซ้อน หรือแสงไฟฟุ้งกระจายเป็นแฉกโดยเฉพาะตอนกลางคืน จนรบกวนการขับรถ หรือสังเกตเห็นดวงตามีฝ้าขาวบริเวณกลางรูม่านตา อาการเหล่านี้อาจเป็นต้อกระจกได้ค่ะ…. โรคต้อกระจก (Cataract) มักพบในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โรคนี้เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นจากการเสื่อมสภาพ ทำให้ไปบดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในดวงตา ดังนั้นแสงจึงส่งผ่านไปยังจอรับภาพได้ไม่เต็มที่ ทำให้มองเห็นไม่ชัด เหมือนมีหมอกบัง แต่เมื่อมองแสงสว่างดวงตาจะพร่า และมองเห็นแสงกระจายรอบดวงไฟ http://triadeyedocs.com/what-is-a-cataract/ ***โรคต้อกระจก หากผู้ป่วยไม่รักษาปล่อยให้อาการทิ้งไว้ ประมาณ 1 ปี แก้วตาจะขุ่นขาว และอาจทำให้มองไม่เห็นได้*** สาเหตุ และปัจจัยของโรคต้อกระจก 1. ภาวะเสื่อมตามวัยของผู้สูงอายุ 2. เป็นหัดเยอรมันแต่กำเนิด 3. ได้รับอุบัติเหตุ ตาถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง 4. ใช้ยาหยอดตา/ทานยา ที่ผสมเสตียรอยด์นานๆ 5. โรคเบาหวาน 6. ทำงานกลางแจ้ง ตากระทบแสงแดดบ่อยๆ โดยไม่สวมแว่นกันแดด 7. การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เร่งการเกิดต้อกระจก การรักษาทำได้อย่างไร? โรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยการผ่าตัดจะเปลี่ยนใส่เลนส์แก้วตาเทียม แทนที่เลนส์แก้วตาเดิมที่ขุ่น (เสื่อมสภาพ) […]

โรคเกาต์เกิดจากอะไรกันแน่ ?!

“โรคเกาต์” เป็นหนึ่งในโรคที่คนไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีอาการปวดตามไขข้อ หลายคนเข้าใจว่าอาการของโรคนี้เกิดจากการรับประทานสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์มากจนเกินไป บ้างก็บอกว่าโรคนี้เป็นอาการที่ติดมาทางพันธุกรรม เรามาทำความรู้จักกันค่ะว่าโรคเกาต์ที่จริงแล้วมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ ที่มาสาเหตุของการเกิดโรคเกาต์ โรคเกาต์เกิดจากความผิดปกติ ในขบวนการเมตะบอลิสซึมของกรดยูริกในร่างกาย เป็นผลให้กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงมากกว่าปกติ แล้วเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต(mono sodium urate) สะสมในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย มีลักษณะเป็นก้อนปูดออกมาบริเวณผิวหนังรอบ ๆ ข้อ เรียกว่า “ปุ่มโทฟัส” ซึ่งภาวะกรดยูริกสูงเป็นผลพวงมาจากการขาดยีน(Gene) ที่ทำหน้าที่สลายกรดยูริก หรือร่างกายมีการขับกรดยูริกออกน้อยลง ซึ่งกรดยูริกเหล่านี้ก็เข้าสู่ร่างกายของเราได้จากการสลายโปรตีน หรือทานอาหารที่มีพิวรีนสูงจำพวกเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก และอาหารทะเล ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความคิดที่ว่าโรคเกาต์มาจากอาหารประเภทนี้ค่ะ Ÿ การรักษาโรคเกาต์นั้นเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. การใช้ยา โดยใช้ยาลดกรดยูริก ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายละลายออกมา เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำ ยาที่ลดระดับกรดยูริกมี 2 ชนิดคือ ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไต ได้แก่ ยาโพรเบเนซิด ยาเบนซ์โบรมาโรน และยาซัลฟิลพัยราโซน ยายับยังการสร้างกรดยูริก ได้แก่ ยาAllopurinol ซึ่งการให้ยาลดกรดยูริกจะต้องปรับขนาดยาสม่ำเสมอ 2.. การไม่ใช้ยา […]

เบาหวาน!! ต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอีกหลายโรค!!

อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายปี จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมในทุกระบบของร่างกาย เซลล์ เนื้อเยื่อทุกชนิดในร่างกายจะมีอายุสั้นลง ผนังเซลล์ไม่แข็งแรง ร่างกายเสื่อมก่อนวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังหลอดเลือด เบาหวานจึงกลายเป็นโรคต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอีกหลายโรค หลอดเลือดอุดตัน คือ ผนังภายในของหลอดเลือดทั่วทั้งร่างกาย แข็งกระด่าง ไม่อ่อนนุ่ม ไม่ยืดหยุ่น เสื่อมสภาพ ทำให้คลอเรสเตอรอลชนิดเลวที่อยู่ในกระแสเลือดทำปฏิกิริยารวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นแผ่นไขมันเกาะที่ผนังภายในหลอดเลือดได้ง่าย เมื่อสะสมนานเข้าจะทำให้หลอดเลือดมีขนาดตีบลง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จนนำไปสู่อาการความดันสูง และโรคหัวใจต่อไป http://siriratnurse.blogspot.com/ โรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะหลอดเลือดทั่วร่างกายตีบลง ทำให้ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เต็มที่ โดยเฉพาะส่วนปลายของหลอดเลือดฝอย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดเลือด หลอดเลือดสมอง มีสาเหตุเช่นเดียวกับอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ผู้ป่วยเบาหวานมีหลอดเลือดที่แข็ง ไม่ยืดหยุ่นอุดตันได้ง่าย หากมีก้อนไขมันหลุดจากผนังหลอดเลือด ถูกพัดมาตามกระแสเลือดแล้วมาอุดตันที่หลอดเลือดที่ส่งไปหล่อเลี้ยงสมอง จะทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นได้ ไตเสื่อม ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้ากรอกของเสียที่อยู่ในกระแสเลือดออกจากร่างกายแล้วขับทิ้งทางปัสสาวะ ภายในไตประกอบด้วยการเรียงตัวของเส้นเลือดขนาดเล็กจำนวนมหาศาล เมื่อผู้ป่วยเบาหวานที่ป่วยมานาน เส้นเลือดเริ่มเสื่อมสภาพ การทำหน้าที่กรอกเลือดจึงทำได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีโปรตีนรั่วปะปนออกมากับปัสสาวะ เรียกว่า โปรตีนไข่ขาว Albutin หากปล่อยไว้นานจะนำไปสู่ภาวะไตวายได้ ตาเสื่อมจากเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นจอตา เบาหวานสามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนกับระบบประสาทตา เช่น ต้อหิน ต้อกระจก ปลายประสาทตาเสื่อม ปลายประสาทรับความรู้สึกเสื่อม เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาทตามปลายมือ นิ้วเท้า แขน ขา […]

กว่าจะมาเป็นเบาหวาน !!

เบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่ง ที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินตามที่ร่ายกายต้องการได้เพียงพอ หรืออาจจะสร้างอินซูลินไม่ได้เลย ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฮอร์โมนอินซูลิน ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นพลังงาน สร้างสมดุลของน้ำตาลในเลือด โดยนำน้ำตาลกลูโคสที่เป็นคาร์โบไฮเดรตหน่วยเล็กที่สุดเข้าไปเผาผลาญในเซลล์ทั่วร่างกาย http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/image/insulin_glucose_absorp.jpg เมื่อผู้ป่วยเบาหวานมีฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอต่อการควบคุมระดับกลูโคสในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ตลอดเวลา ไตจึงเข้ามาทำหน้าที่กรองน้ำตาลที่สูงเกินไปทิ้งออกมาพร้อมกับปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของ “เบาหวาน” (เบา = ถ่ายเบา, ถ่ายปัสสาวะ) สาเหตุของเบาหวาน พันธุกรรม คือสาเหตุหลักของโรคเบาหวาน โรคติดต่อทางพันธุกรรมที่ส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูกหลาน นิสัยอาหารการกินรสหวานจัดตลอดทั้งวัน โรคอ้วน ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาเม็ดคุมกำเนิด ผู้ที่มีอาการผิดปกติของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งตับอ่อน ตับแข็ง เป็นต้น สัญญาณเตือนโรคเบาหวาน ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เพราะไตพยายามขับเอาน้ำตาลส่วนเกินออกจากกระแสเลือดตลอดเวลา กระหายน้ำบ่อย ต้องดื่มน้ำมากกว่าคนทั่วไป เพราะเสียน้ำไปกับปัสสาวะมาก ปัสสาวะเป็นฟองขาวข้นมากกว่าปกติ มีมดตอมคราบปัสสาวะ เพราะมีน้ำตาลปนออกมากับปัสสาวะ น้ำหนักลดลงผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ จึงดึงมวลกล้ามเนื้อและไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน ทำให้ร่างกายผอมลง กล้ามเนื้อลีบเล็กลง เมื่อเกิดบาดแผลจะหายช้ากว่าคนทั่วไป หากอาการเบาหวานเริ่มรุนแรง […]

วิตามินอี (Vitamin E) สุดยอดวิตามิน ประโยชน์มากมาย!

วิตามินอีช่วยอะไรได้บ้าง? 1. ป้องกันผิวจากการไหม้เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยแผล และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแดดดีขึ้น 2. ป้องกันการทำลายเซลล์ และลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ จากการต้านสารเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และอนุมูลอิสระ 3. ช่วยเพิ่มอัตราการมีบุตร จากการลดระดับอนุมูลอิสระในน้ำอสุจิ จึงทำให้ผนังเซลล์อสุจิแข็งแรงขึ้น 4. ลดคอเรสเทอรอลในโลหิต 5. ช่วยอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มในหลอดเลือด (Thrombosis) 6. ช่วยการทำงานของหัวใจ และการไหลเวียนของโลหิตปกติ http://www.wonjinshop.com เนื่องจากวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ถ้าทานมากเกินไปอาจสะสมในร่างกาย และเกิดผลข้างเคียง เช่น ภาวะเลือดออกง่าย ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดยากขึ้น ขัดขวางการดูดซึมวิตามินเอและวิตามินเค อาการปวดศีรษะ เมื่อยล้าตามตัว คลื่นไส้ เห็นภาพซ้อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ท้องไส้-ปั่นป่วน ไม่สบายท้อง http://pigthai.com/tag ตอนนี้เราก็ทราบประโยชน์ โทษ และคำแนะนำในการบริโภควิตามินอีที่เหมาะสมกันแล้วนะคะ หวังว่าเราจะปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือก่อนทานวิตามินใดๆ เราควรหาข้อมูลให้ดี หรือปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะได้ทราบปริมาณวิตามินที่ควรได้รับต่อวันจริงๆ ค่ะ

ศีรษะล้าน ผมบาง เกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร

ศีรษะล้าน ผมบาง เกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร สาเหตุของผมร่วง ยีน (Genes) ความจริงปัญหาผมร่วงเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่ได้รับยีนที่เกี่ยวข้อง ยีนนี้อาจได้รับทั้งทางพ่อและแม่ ภาวะศีรษะล้านมีความเกี่ยวข้องกับยีนที่อยู่บนโครโมโซม X ซึ่งผู้ชายได้รับมาจากแม่ ในปัจจุบันเราพบว่ายีนที่อยู่บนโครโมโซมคู่ที่20 ที่เกี่ยวข้องกับภาวะศีรษะล้านนี้ ซึ่งสามารถถ่ายทอดได้จากทั้งพ่อและแม่ ทำให้อธิบายได้ว่าทำไมลูกจึงศีรษะล้านคล้ายที่พบกับพ่อได้แต่นักพันธุกรรมศาสตร์พบว่าพันธุกรรมที่ได้รับจากแม่ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าจากพ่ออยู่เล็กน้อยและยีนที่พบนี้น่าจะเป็นยีนเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มียีนนี้อยู่จะมีลักษณะของศีรษะล้านทุกคนจะต้องที่ลักษณะอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับลักษณะของยีนนี้ด้วยปัจจัยดั้งกล่าวได้แก่ฮอร์โมน อายุ ความเครียด ภาวะโภชนาการ การพักผ่อน และปัจจัยอื่นๆ ในแต่ละบุคคล ฮอร์โมน (Hormones) ฮอร์โมนคือสารเคมีที่เกิดขึ้นในต่อมต่าง ๆ ทั่วร่างกายต่อมเหล่านี้ผลิตฮอร์โมนและสารเคมี พวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปทั่วร่างกาย ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดปัญหาศีรษะล้านคือฮอร์โมนที่เรียกว่า DHT (dihydrotestosterone) ซึ่งเปลี่ยนมาจากฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนที่หลั่งมาจากต่อมหมวกไตและลูกอัณฑะ โดยการทำงานของเอนไซม์ 5-alpha-reductase ในผู้ชายพบว่าเอมไซม์ทำงานมากขึ้นในบริเวณรากผมทำให้ผมร่วง และฮอร์โมน DHT ยังส่งผลให้ผมเข้าสู่ระยะพักตัวเร็วขึ้นผมจึงร่วงเร็วและผลิตผมที่ขึ้นใหม่เล็กลงจนในที่สุดผมจะบางลง อายุ (Age) จากการศึกษาพบว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นโพรงเส้นผมจะหดตัวลงทำให้ขนาดเส้นผมและความยาวของเส้นผมลดลง สาเหตุจากรากผมเริ่มทำงานน้อยลง ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลงตามความเสื่อมของเซลล์เมื่ออายุมากขึ้น รวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงยังบริเวณหนังศีรษะน้อยลงด้วย (ที่มา : http://www.nhithailand.com/nhithailand/index.php/articles/hairlostcause) สาเหตุอื่นๆ เลือดไปหล่อเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอ จะพบว่าผู้ที่เป็นความดัน  เบาหวาน  เส้นเลือดอุดตัน ผมจะร่วงเยอะกว่าคนที่ร่างกายแข็งแรงทั่วไป  เนื่องจากคนที่เป็นโรคเหล่านี้เลือดจะไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงรากผมไม่ดีเท่าที่ควร  ทำให้รากผมอ่อนแอ ฝ่อ […]

การติดเชื้อบนผิวหนัง

การติดเชื้อบนผิวหนัง  ในช่วงอากาศร้อนและชื้น ต้องระวังโรคแผลพุพอง (Impetigo หรือ pyoderma) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณหนังกำพร้า โดยสังเกตอาการง่ายๆ คือ จะมีผื่นลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส และกลายเป็นหนองอย่างรวดเร็ว หรืออาจะมีอาการตุ่มแตกออกเป็นสะเก็ด มีน้ำเหลือง โดยมากจะพบบริเวณใบหน้า ลำตัว และ แขนขา ซึ่งผิวหนังปกติมีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดอาศัยอยู่ เชื้อแบคทีเรียยังสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นโดยเฉพาะในภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น คนที่มีสุขอนามัยไม่ดี และยังสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อของผิวหนัง (ที่มา : นายแพทย์โกวิทย์  คัมภีระภาค, โรงแผลพุพอง. สืบค้นจาก http://www.inderm.go.th/inderm_sai/skin/skin112.html) โรคแผลพุพอง ( impetigo) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังซึ่งพบบ่อยในเด็ก และยังพบเป็นการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ในโรคผิวหนังอื่นๆ สาเหตุ :  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus (S. aureus) และ/หรือ Streptococcus group A อาการและอาการแสดง :  มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองขนาดเล็กแตกง่าย กลายเป็นรอยโรคตื้นๆ คลุมด้วยสะเก็ดสีเหลืองทอง มักพบตามใบหน้าในเด็ก ถ้าไม่รักษา ผื่นสามารถกระจายไปทั่วตัวภายในไม่กี่วัน การติดต่อ : การใช้มือแคะเกาตุ่มผื่น […]

รู้หรือไม่?? ทานแคลเซียมอย่างไรให้พอดี

ร่ายกายของเรานั้นต้องการแคลเซียม 800-1,500 มิลลิกรัมต่อวัน (โดยทั่วไปเด็ก 3–10 ขวบควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 800–1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สตรีมีครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้นคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ในผู้สูงอายุ 1,500 มิลลิกรัม)  แต่การใช้ยาเม็ดเสริมแคลเซียมมากเกินไปนั้น ซึ่งในระยะยาวอาจจะส่งผลเสียต่อรางกาย อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเกิดภาวะนิ่วในไตได้ ดังนั้นเราควรทานแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม และควรรู้หลักการทำงาน ข้อควรระวังไว้เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายสูงสุด แคลเซียมรูปแบบไหนดีล่ะ? โดยทั่วไปแคลเซียมที่รู้จักกันมี 2 แบบ แคลเซียมคาร์บอเนต – ถูกดูดซึมได้ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ และผู้ที่มีปัญหาการย่อยนม เพราะแคลเซียมคาร์บอเนตจะไม่แตกตัวเป็นอิออน แคลเซียมอะซิเตท – มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่มีภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง เพราะการรักษาจะทานทานแคลเซียมเพื่อช่วยออกฤทธิ์จับฟอสเฟตในอาหารไม่ให้ฟอสเฟตถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และผู้ป่วยควรทานแคลเซียมพร้อมอาหารถึงจะได้ผลอย่างดี การทานแคลเซียมร่วมกับวิตามินดี  วิตามินดีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมได้เพิ่มมากขึ้น (Oskept) แคลเซียม ทานเวลาไหนดีที่สุด? ก่อนทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ร่างกายปกติ ช่วงนี้กระเพาะของเราจะว่าง และมีความเป็นกรดน้อยที่สุด การดูดซึมจะมีประสิทธิภาพสูง สิ่งที่ไม่ควรทำในการทานแคลเซียม ไม่ควรทานพร้อมอาหารจำพวกรำข้าว / ธัญพืช […]